| Profilo di LittleHiatus Gate of the TruthFotoBlogElenchi | Guida |
|
Hiatus Gate of the TruthWatashi wa Natsinee Athinartrattanapong desu douzo yoroshiku 09 maggio ส้ม..สื่อรัก2009年 5月 9日 วันนี้มีหนังสือมาแนะนำค่ะ เพิ่งอ่านจบเมื่อวาน (จริงๆ ซื้อมานานละ แต่ไม่ค่อยว่างอ่าน) เป็นหนังสือดีๆ ที่อยากชวนให้คนอื่นๆ ได้อ่านด้วย เล่มนี้ค่ะ "The Orange girl" หรือชื่อภาษาไทยว่า "ส้มสื่อรัก"
ฟังดูเหมือนนิยายรักกุ๊กกิ๊กเนอะ ทีแรกก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เกือบวางคืนชั้นหนังสือไปแล้ว ถ้าไม่เหลือบไปเห็นชื่อผู้แต่งซะก่อน "Jostein Gaarder" หลายคนอาจจะรู้จักเขาแล้วจากหนังสือแนวปรัชญาชื่อก้อง "โลกของโซฟี" งานของเขามักจะสอดแทรกปรัชญายากๆ ที่อธิบายให้คนอ่านเข้าถึงได้ง่ายผ่านตัวละครที่ดูธรรมดา แต่กลับน่าสนใจอย่างประหลาด ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้ค่ะ เรื่องราวโดยย่อภายในหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงปรัชญาที่เกี่ยวกับชีวิตของคนเรา และคำถามพื้นๆ ที่เรามักสงสัยกันตั้งแต่วัยเด็กจะถูกยกขึ้นมาตั้งต่อหน้าเราอีกครั้ง .... ยอน โอลอฟ นายแพทย์และนักประพันธ์สมัครเล่น ได้ตัดสินใจหลังจากรู้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องลาจากภรรยาอันเป็นที่รัก และลูกชายที่ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะรู้จักเขาดีพอ เขาเขียนจดหมายจ่าหน้าซองถึงลูกชายในอีกสิบเอ็ดปีข้างหน้า เมื่อลูกมีวัยวุฒิพอที่จะพูดคุยกับเขาในฐานะ "ลูกผู้ชาย" ผ่านทางจดหมาย เมื่อถึงวันที่ ยอร์จ ผู้เป็นลูกชายเปิดผนึกจดหมายนั้น ความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับพ่อกระจ่างชัดขึ้น และแล้วเขาต้องหยุดขบคิดกับคำถามของพ่อที่รอคำตอบจากเขามาร่วมสิบปี แล้วคุณล่ะ ... ถ้าจะต้องตอบคำถามนี้ คุณจะตอบว่าอะไร?? 08 maggio Next Station...2009年 5月 8日 วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกเลย เผลาแป๊บเดียวก็เป็น Extern (นิสิตแพทย์ปี6) มาได้สองเดือนแล้วนะนี่... มองย้อนกลับไป รู้สึกเหมือนเพิ่งขึ้นปี 1 เมื่อวานนี้เอง จำได้ว่าตอนนั้นไม่ค่อยใส่ใจกับชีวิตซักเท่าไหร่ ^^''' เพราะยังไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับคนไข้มากนัก แต่พอขึ้นปีสูงๆ เข้า ชีวิตก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคนไข้ ก็ต้องทำหน้าที่ซักประวัติตรวจร่างกาย เขียนรายงาน แต่ยังไม่ได้รักษา พอโตหน่อยเริ่มเรียนรู้วิธีรักษา แต่ก็ไม่ได้ใช้จริง ตอนนี้เริ่มต้องคิด ต้องวางแผนรักษาคนไข้จริงๆ แล้ว (แต่ก็ยังมีพี่ๆ แพทย์ที่จบแล้ว และอาจารย์ดูแลอย่างใกล้ชิด) ยังไงดีล่ะ รู้สึกบ่าเริ่มจะหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกปีเดียวก็จะจบแล้วแฮะ เหมือนรถไฟใกล้ถึงสถานีปลายทาง ถึงตอนนั้นเมื่อลงจากรถไฟขบวนนี้ ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่อย่างเต็มตัว เพราะไม่มีใครมาคอยบอกคอยสอนแล้ว บางทีก็รู้สึกหวั่นๆ จากการที่อยู่ในโรงพยาบาล กึ่งทำงานกึ่งเรียนบนแผนกเด็กมาสองเดือน ได้เห็นตั้งแต่เด็กแรกเกิด แข็งแรง และอ่อนแอ เด็กสบายดีที่มาตรวจสุขภาพรับวัคซีนเฉยๆ เด็กป่วย จนถึงเด็กป่วยหนัก แล้วก็มีบางคนที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร รู้สึกว่า ตอนนี้ตัวเรายังอ่อนหัดนัก ต้องพยายามให้มากๆ เพื่อทำหน้าที่ให้ได้ดีในอนาคต เอาล่ะ เตรียมตัวสู่แผนกต่อไป "อายุรกรรม" (จากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่แฮะ) งานช้างล่ะทีนี้ คงหนักกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าตัว สู้ตรายยยยยย !!! 28 dicembre Lonely Christmasคริสมาสต์ปีนี้ช่างเงียบเหงาจริงๆ เลย กะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ซะหน่อย แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้ไปคนเดียวจนได้สิ ...ไม่รู้เป็นเพราะตัวเองรึเปล่าแฮะ ^^' ไอ้โรคบกพร่องมนุษยสัมพันธ์นี่เมื่อไหร่จะหายซักทีก็ไม่รู้ ไปเดินเล่นดูไฟแถวสยามคนเดียว มองผู้คนที่เดินผ่านไปมาแล้วคิดอะไรมากมาย ฟุ้งๆ ซ่านๆ
สถานที่เหมือนๆกัน...แต่กลับมีวิถีชีวิตที่หลากหลาย เพียงแค่หันมองคนละด้านเท่านั้นก็จะพบรูปแบบชีวิตที่ต่างกันสุดขั้ว
ทุกคน มารวมอยู่ในทีเดียวกัน เวลาเดียวกัน เพื่อร่วมยินดีในเทศกาลเดียวกัน
แปลกดี....
ถึงแม้จะเดินคนเดียว แต่การสังเกตสังกาคนก็เป็นความสนุกอย่างนึงที่ช่วยให้หายเหงาได้บ้างนะ ...
บางคนมีความสุข หัวเราะร่าเริงแล้วเดินเคียงกันไป แต่บางคนปั้นหน้าบึ้งตึง ทะเลาะกันแล้วหันหลังเดินไปคนละทาง
ชีวิตก็เป็นแบบนี้...
การสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นก็ยากแล้ว แต่ที่ยากกว่าคือการรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้
อยากรักษาความสันพันธ์ดีๆ กับผู้คนที่เดินผ่านเข้ามา ใครหลายคนที่เรารักและปราถนาดี
รักษาไว้ตลอดไป... :}
Merry 'X Mas & Happy New Year นะคะทุกคน ขอให้มีความสุขในปีใหม่นี้น้า
12 ottobre Good bye Gas station!Good bye Anes! เรียนจบจากภาควิชาวิสัญญีแล้วค่ะ เป็นภาควิชาที่น่าสนใจมากอีกภาคหนึ่ง แต่ก่อนเคยสงสัยว่าวิสัญญีแพทย์ หรือ "หมอดมยา" เค้าทำอะไรกันบ้าง พอได้มาเรียนก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลยล่ะ .... วิชา วิสัญญีวิทยา (Anestheology) นั้น โดยหลักจะเกี่ยวกับการให้การระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งมีอยู่หลากหลายวิธี ต่างแนวทางการใช้งาน ต่างข้อดีข้อเสีย เช่นการดมยาสลบ การblock หลัง การให้ยาทางเส้นเลือดดำ เป็นต้น วิสัญญีแพทย์ต้องพิจารณาเลือกทางที่เหมาะสมที่สุดแก่ผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วยระดับอายุ สภาพร่างกาย โรคประจำตัว และโรคที่ต้องการผ่าตัดรักษา เหล่านี้เป็นตัวแปรที่จะบอกถึงความเสี่ยงต่อการผ่าตัดนั้นๆ และวิสัญญีแพทย์จะต้องติดตามดูแลผู้ป่วยตลอดการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที แต่งานของวิสัญญีแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องผ่าตัดเท่านั้น งานของพวกเขาจะเริ่มต้นตั้งแต่แพทย์เจ้าของไข้ (อาจเป็นศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ สูตินรีแพทย์ ๆลๆ ...ก็ได้) ยื่นเอกสารแสดงความจำนงว่าต้องการให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด... วันที่.... โดยต้องการให้วิสัญญีแพทย์ช่วยระงับความรู้สึก เมื่อได้ข้อมูลมาดังนั้นแล้ว คุณหมอดมยาก็ต้องไปเยี่ยมผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัดเพื่อประเมินความพร้อม ความเสี่ยงในการระงับความรู้สึก ต้องอธิบายขั้นตอนการทำ ข้อดีข้อเสีย และผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นให้ผู้ป่วยได้รับรู้ ตอบข้อสงสัยของผู้ป่วยต่อการระงับความรู้สึก สุดท้ายคือให้ผู้ป่วยแสดงความยินยอมที่จะระงับความรู้สึก โดยให้ผู้ป่วยเป็นผู้เลือกวิธีการได้ (แต่ต้องให้ข้อมูลแต่ละวิธีการให้ครบถ้วนก่อนน้า) บางครั้งอาจจำเป็นต้องให้ยาเพื่อปรับสภาพร่างกายผู้ป่วยให้พร้อมก่อนด้วยนอกจากจะดูแลผู้ป่วยก่อนผ่า และระหว่างผ่าตัดแล้ว การดูแลหลังผ่าตัดก็ยังอยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของวิสัญญีด้วย เพราะผลข้างเคียงของการระงับความรู้สึกบางอย่างอาจไม่แผลงฤทธิ์ทันทีทันใด ฉะนั้นการเยี่ยมผู้ป่วยหลังผ่าตัดจึงกำหนดอยู่ที่ภายใน 24 ชั่วโมงหลังให้การระงับความรู้สึกจะเห็นว่าอาวุธคู่ใจของวิสัญญีแพทย์ก็คือ "ยา" นั่นเอง ต้องรู้จักส่วนประกอบของยา ขนาดที่ใช้ กลไกการออกฤทธิ์ ผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย และผลของยาต่อยาด้วยกัน ซึ่ง.... มันเยอะมากเลยจอร์จจี้.... +_+lll ตอนสอบนี้ลมแทบจับ จำชนาดยาไม่ได้ก๊า...ฮือๆๆๆๆโดยรวมแล้วก็เป็นวิชาที่สนุกและท้าทายไม่ใช่เล่น น่าเสียดายที่ได้เรียนเป็นเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ก็อย่างว่าละนะ มันเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างเฉพาะทาง เรียนจบเป็นแพทย์ทั่วไปก็คงไม่ค่อยได้สัมผัสสักเท่าไหร่ ถ้าสนใจจริงๆ ก็คงต้องไปเรียนต่อเฉพาะทางล่ะ จบ Anes แล้ว คงต้องกล่าวว่า บ๋ายบาย Gas station สินะ (เต็มไปด้วยยาดมสลบ หุๆ) ต่อไปนี้เราคงใช้ข้ออ้าง "โดนแก็สยาสลบ" ตอนหลับในห้องเรียนไม่ได้อีกแล้วล่ะ เหอๆรักภาควิชานี้ รักอาจารย์ทุกท่าน ขอบคุณค่ะ ^^ |
|
|||
|
|